Share Awareness Advisory #2
Last updated: 25 Aug 2026
4 Views

AI Deepfake — เสียงคนที่คุณรัก อาจไม่ใช่เขา
[ บทนำ ]
ถ้าคืนนี้โทรศัพท์ดังขึ้น ปลายสายคือเสียงลูกที่กำลังร้องไห้ บอกว่าเกิดอุบัติเหตุ ต้องใช้เงินด่วนภายในครึ่งชั่วโมง เราจะรู้ได้อย่างไรว่านั่นคือเสียงลูกจริง ๆ
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา มนุษย์ใช้ "เสียง" และ "ใบหน้า" เป็นหลักฐานยืนยันตัวตนที่น่าเชื่อถือที่สุด เราไม่เคยต้องตั้งคำถามกับมัน เพราะการปลอมสองสิ่งนี้เคยเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก
แต่วันนี้ไม่ใช่แบบนั้นอีกแล้ว และนั่นคือสาระสำคัญของบทความฉบับนี้
[ 1. สถานการณ์ในประเทศไทย ]
ศูนย์ AOC 1441 ได้จัดให้ "AI Deepfake ปลอมเสียงและปลอมใบหน้า" เป็นหนึ่งใน 4 กลโกงอันตรายที่คนไทยต้องระวังเป็นพิเศษในปี 2569 โดยมิจฉาชีพนำ AI มาเลียนแบบเสียงและภาพของคนใกล้ชิด หรือปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อหลอกขอยืมเงินหรือข่มขู่ให้โอนเงิน
สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญคือ "ต้นทุน" รายงานของ Kaspersky ที่เผยแพร่ในประเทศไทยเมื่อกลางปี 2569 ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการจ้างทำวิดีโอหรือเสียงปลอมด้วย AI ในตลาดใต้ดินเริ่มต้นเพียงราว 30–50 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยหลักพันบาทเท่านั้น
เมื่อเทคโนโลยีมีราคาถูกลงถึงระดับนี้ Deepfake จึงไม่ใช่เครื่องมือเฉพาะของกลุ่มแฮกเกอร์ระดับสูงอีกต่อไป แต่กลายเป็นของที่มิจฉาชีพทั่วไปเอื้อมถึงได้
ด้าน Thai PBS Verify ก็ได้รายงานถึงรูปแบบการใช้ AI Clone และ Deepfake ที่พบในไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปลอมเป็นบุคคลมีชื่อเสียงเพื่อชักชวนลงทุน และการปลอมเป็นคนใกล้ชิดเพื่อขอเงิน
[ 2. รูปแบบที่พบบ่อย ]
รูปแบบที่ 1 — ปลอมเสียงคนในครอบครัว
โทรมาด้วยเสียงที่คล้ายลูกหลานหรือญาติ อ้างว่าเกิดอุบัติเหตุ ถูกจับกุม หรือมีเรื่องด่วนที่ต้องใช้เงินทันที มักเลือกโทรในเวลาที่เหยื่อไม่สะดวกตรวจสอบ เช่น กลางดึกหรือช่วงเวลาทำงานเร่งด่วน
รูปแบบที่ 2 — ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ
วิดีโอคอลเข้ามาโดยมีฉากหลังคล้ายสถานีตำรวจ ผู้พูดสวมเครื่องแบบ อ้างว่าเหยื่อมีส่วนพัวพันคดีฟอกเงินหรือยาเสพติด แล้วข่มขู่ให้โอนเงินเพื่อ "ตรวจสอบความบริสุทธิ์"
รูปแบบที่ 3 — ปลอมเป็นบุคคลมีชื่อเสียง
นำใบหน้าและเสียงของดารา นักธุรกิจ หรือผู้บริหารสถาบันการเงินมาทำเป็นคลิปชักชวนลงทุน ซึ่งมักถูกนำไปยิงโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย
รูปแบบที่ 4 — ปลอมเป็นคนรักออนไลน์
ใช้วิดีโอคอลที่สร้างด้วย AI เพื่อยืนยันว่า "มีตัวตนจริง" ทำให้เหยื่อเชื่อใจก่อนจะขอให้โอนเงินหรือชวนลงทุน
[ 3. ทำไม Deepfake ถึงอันตรายกว่ากลโกงรูปแบบอื่น ]
เหตุผลแรกคือ มันทำลายหลักฐานที่เราเคยใช้ยืนยันตัวตนกันมาทั้งชีวิต
เมื่อก่อน หากมีข้อความมาขอยืมเงิน เรามักจะขอ "โทรคุยหน่อย" หรือ "วิดีโอคอลมาให้เห็นหน้า" เพื่อยืนยัน ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลดีมาโดยตลอด แต่ปัจจุบันทั้งสองวิธีนี้ถูกปลอมได้แล้ว หมายความว่าเครื่องมือตรวจสอบที่คนส่วนใหญ่พึ่งพาอยู่ กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ไม่ได้
เหตุผลที่สองคือ Deepfake ทำงานร่วมกับข้อมูลที่รั่วไหลได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากมิจฉาชีพมีข้อมูลจริงของเหยื่ออยู่แล้ว เช่น ชื่อ เลขบัตรประชาชน หรือความสัมพันธ์ในครอบครัว เมื่อนำมารวมกับเสียงที่เหมือนจริง ความน่าเชื่อถือจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
เหตุผลที่สามคือ AI ต้องการตัวอย่างเสียงเพียงไม่กี่วินาทีก็โคลนได้ ซึ่งหาได้ง่ายมากจากคลิปที่เราโพสต์สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นคลิปวิดีโอ ข้อความเสียง หรือไลฟ์
[ 4. สังเกต Deepfake ด้วยตาเปล่าได้แค่ไหน ]
คำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุดคือ "ดูออกไหมว่าเป็นของปลอม"
คำตอบตามตรงคือ ดูออกได้บ้างในบางกรณี แต่ไม่ควรพึ่งพาวิธีนี้เป็นหลัก เพราะคุณภาพของ Deepfake พัฒนาเร็วมาก และสิ่งที่สังเกตได้เมื่อปีที่แล้ว อาจสังเกตไม่ได้แล้วในปีนี้
จุดที่ยังพอสังเกตได้ในคลิปวิดีโอ ได้แก่ ขอบใบหน้าบริเวณผมและคางที่อาจเบลอหรือสั่นเล็กน้อย การกะพริบตาที่ผิดจังหวะหรือถี่ผิดปกติ แสงบนใบหน้าที่ไม่สอดคล้องกับฉากหลัง ฟันและลิ้นที่ดูไม่คมชัดเวลาพูด และการเคลื่อนไหวของศีรษะที่ดูแข็งกว่าปกติ
ส่วนในคลิปเสียง จุดที่พอสังเกตได้คือ การหายใจที่หายไปหรือมาผิดจังหวะ น้ำเสียงที่ราบเรียบเกินไปเมื่อเทียบกับเนื้อหาที่ควรมีอารมณ์ และการออกเสียงคำเฉพาะถิ่นหรือคำแสลงที่ผิดจากที่เจ้าตัวใช้จริง
อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์จริงที่เรากำลังตกใจและมีเวลาไม่กี่วินาที ความสามารถในการสังเกตของเราจะลดลงอย่างมาก นี่คือเหตุผลที่เราแนะนำให้ใช้ "วิธีการ" มากกว่า "สายตา" นั่นคือการตั้งคำลับและการโทรกลับ ซึ่งได้ผลโดยไม่ขึ้นกับคุณภาพของ Deepfake เลย
[ 5. วิธีป้องกัน — เปลี่ยนวิธียืนยันตัวตนให้ทันโลก ]
1) ตั้ง "คำลับประจำครอบครัว" (Safe Word)
เป็นคำที่รู้กันเฉพาะในบ้าน ไม่เคยโพสต์ที่ไหน และไม่เกี่ยวกับข้อมูลที่ค้นเจอได้ เช่น ไม่ใช่ชื่อโรงเรียนหรือชื่อสัตว์เลี้ยงที่เคยลงรูปไว้ เมื่อมีสายขอเงินด่วน ให้ถามคำนี้ก่อนเสมอ AI ตอบไม่ได้อย่างแน่นอน วิธีนี้ใช้เวลาตกลงกันเพียง 5 นาที แต่เป็นเกราะที่ได้ผลที่สุด
2) วางสายแล้วโทรกลับเบอร์เดิม
โทรกลับไปยังเบอร์ที่บันทึกไว้ในเครื่องอยู่แล้ว ไม่ใช่เบอร์ที่เพิ่งโทรเข้ามา เพราะเบอร์ผู้โทรเข้าสามารถปลอมแปลงได้
3) ถามคำถามที่มีแต่คนจริงตอบได้
เช่น เรื่องที่เพิ่งคุยกันเมื่อวาน ชื่อเล่นของญาติที่ไม่เคยเอ่ยในโซเชียล หรือรายละเอียดเล็ก ๆ ในบ้าน
4) ถ้าเป็นวิดีโอคอล ให้ขอการเคลื่อนไหวที่ผิดจากปกติ
เช่น ขอให้หันหน้าไปด้านข้างจนเห็นใบหูชัด เอามือลูบหน้า หรือหยิบของขึ้นมาบังหน้าบางส่วน โมเดล Deepfake จำนวนมากยังจัดการกับการบังหน้าและมุมข้างได้ไม่เนียน ภาพมักจะเบลอ กระตุก หรือขอบหน้าผิดรูป
5) อย่าตัดสินใจโอนเงินขณะกำลังตกใจ
ทุกกลโกงต้องการ "ความเร่ง" เสมอ ถ้ามีคนเร่งให้โอนภายในไม่กี่นาที นั่นคือสัญญาณเตือนที่ชัดที่สุด และเป็นสัญญาณที่ใช้ได้กับทุกกลโกง ไม่เฉพาะ Deepfake
6) ลดร่องรอยเสียงและวิดีโอสาธารณะ
โดยเฉพาะบัญชีของผู้บริหาร ผู้ที่มีอำนาจอนุมัติทางการเงิน และเด็ก ๆ ในครอบครัว ควรพิจารณาตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของโพสต์ที่มีเสียงยาว ๆ
[ 6. เรื่องที่องค์กรควรเตรียมไว้ ]
Deepfake ไม่ได้กระทบแค่ครอบครัว แต่กระทบกระบวนการอนุมัติทางการเงินขององค์กรโดยตรง
รูปแบบที่พบในต่างประเทศคือ การปลอมเป็นผู้บริหารระดับสูงโทรหรือวิดีโอคอลสั่งให้ฝ่ายการเงินโอนเงินด่วน โดยอ้างว่าเป็นดีลลับที่ห้ามบอกใคร ซึ่งใช้กลไกเดียวกับกลโกงในครอบครัว เพียงแต่เปลี่ยนตัวละครและเพิ่มยอดเงิน
สิ่งที่แนะนำให้องค์กรพิจารณา
- กำหนดให้การโอนเงินที่เกินวงเงินที่ระบุไว้ ต้องยืนยันผ่าน "ช่องทางที่สอง" เสมอ เช่น โทรกลับตามเบอร์ในระบบ HR หรือยืนยันผ่านระบบภายในที่มีการล็อกอิน ไม่ใช่ยืนยันผ่านช่องทางเดิมที่ได้รับคำสั่งมา
- ระบุให้ชัดในนโยบายว่า "ไม่มีผู้บริหารคนใดจะสั่งโอนเงินด่วนโดยห้ามตรวจสอบ" เพื่อให้พนักงานมีสิ่งอ้างอิงเวลาถูกกดดัน
- ซ้อมสถานการณ์จำลอง (tabletop) กับทีมการเงินอย่างน้อยปีละครั้ง
- สร้างวัฒนธรรมที่พนักงานสามารถ "ขอเวลาตรวจสอบ" ได้โดยไม่ถูกมองว่าไม่ให้เกียรติผู้บริหาร ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญกว่าเครื่องมือใด ๆ
[ 7. ถ้าตกเป็นเหยื่อแล้ว ]
- รวบรวมหลักฐานทั้งหมด ทั้งเบอร์โทร บันทึกการโทร ภาพหน้าจอ และสลิปการโอน
- โทรแจ้งธนาคารเพื่อขออายัดโดยเร็วที่สุด
- โทรแจ้ง AOC 1441 ซึ่งรับแจ้งตลอด 24 ชั่วโมง
- แจ้งความออนไลน์ผ่านระบบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
- แจ้งเตือนคนในครอบครัวและที่ทำงานทันที เพราะมิจฉาชีพมักใช้ข้อมูลชุดเดิมโทรหาคนอื่นต่อ
ที่สำคัญ การตกเป็นเหยื่อของ Deepfake ไม่ได้แปลว่าผู้เสียหายประมาท แต่แปลว่าเทคโนโลยีก้าวไปไกลกว่าวิธีตรวจสอบที่เราคุ้นเคย ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน
[ สรุป ]
บทเรียนสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ ไม่ใช่ "อย่าเชื่อใคร" แต่คือ "เปลี่ยนวิธียืนยันตัวตนเสียใหม่"
เสียงและใบหน้าไม่ใช่หลักฐานที่เพียงพออีกต่อไป สิ่งที่ยังใช้ได้คือความรู้ร่วมกันที่มีเฉพาะคนจริงเท่านั้นที่รู้ เช่น คำลับ หรือเรื่องราวที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหน
อยากชวนให้ทำสิ่งหนึ่งหลังอ่านจบ คือไปคุยกับพ่อแม่ ผู้สูงอายุ และลูก ๆ ที่บ้าน แล้วตกลงคำลับกันไว้ตั้งแต่วันนี้ ใช้เวลาไม่นาน แต่ช่วยได้จริงในวันที่เกิดเรื่อง
ด้วยความปรารถนาดีจากทีมงาน E-C.O.P. (Thailand) Limited
[ แหล่งอ้างอิง ]
1. Telecom Lover — Kaspersky เผยกลโกง Deepfake ในไทย พร้อมต้นทุนการจ้างทำในตลาดใต้ดิน
https://www.telecomlover.com/2026/07/15/kaspersky-deepfake-scam-protection/
2. Thai PBS Verify — AI Clone และ Deepfake ระวังมุกใหม่ปี 69
https://www.thaipbs.or.th/verify/article/content/7969
3. Business Today — AOC 1441 เตือน 4 กลโกงอันตรายที่ต้องระวังในปี 2569
https://www.businesstoday.co/business/02/02/2026/125738/
4. ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย
https://www.antifakenewscenter.com/
ถ้าคืนนี้โทรศัพท์ดังขึ้น ปลายสายคือเสียงลูกที่กำลังร้องไห้ บอกว่าเกิดอุบัติเหตุ ต้องใช้เงินด่วนภายในครึ่งชั่วโมง เราจะรู้ได้อย่างไรว่านั่นคือเสียงลูกจริง ๆ
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา มนุษย์ใช้ "เสียง" และ "ใบหน้า" เป็นหลักฐานยืนยันตัวตนที่น่าเชื่อถือที่สุด เราไม่เคยต้องตั้งคำถามกับมัน เพราะการปลอมสองสิ่งนี้เคยเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก
แต่วันนี้ไม่ใช่แบบนั้นอีกแล้ว และนั่นคือสาระสำคัญของบทความฉบับนี้
[ 1. สถานการณ์ในประเทศไทย ]
ศูนย์ AOC 1441 ได้จัดให้ "AI Deepfake ปลอมเสียงและปลอมใบหน้า" เป็นหนึ่งใน 4 กลโกงอันตรายที่คนไทยต้องระวังเป็นพิเศษในปี 2569 โดยมิจฉาชีพนำ AI มาเลียนแบบเสียงและภาพของคนใกล้ชิด หรือปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อหลอกขอยืมเงินหรือข่มขู่ให้โอนเงิน
สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญคือ "ต้นทุน" รายงานของ Kaspersky ที่เผยแพร่ในประเทศไทยเมื่อกลางปี 2569 ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการจ้างทำวิดีโอหรือเสียงปลอมด้วย AI ในตลาดใต้ดินเริ่มต้นเพียงราว 30–50 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยหลักพันบาทเท่านั้น
เมื่อเทคโนโลยีมีราคาถูกลงถึงระดับนี้ Deepfake จึงไม่ใช่เครื่องมือเฉพาะของกลุ่มแฮกเกอร์ระดับสูงอีกต่อไป แต่กลายเป็นของที่มิจฉาชีพทั่วไปเอื้อมถึงได้
ด้าน Thai PBS Verify ก็ได้รายงานถึงรูปแบบการใช้ AI Clone และ Deepfake ที่พบในไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปลอมเป็นบุคคลมีชื่อเสียงเพื่อชักชวนลงทุน และการปลอมเป็นคนใกล้ชิดเพื่อขอเงิน
[ 2. รูปแบบที่พบบ่อย ]
รูปแบบที่ 1 — ปลอมเสียงคนในครอบครัว
โทรมาด้วยเสียงที่คล้ายลูกหลานหรือญาติ อ้างว่าเกิดอุบัติเหตุ ถูกจับกุม หรือมีเรื่องด่วนที่ต้องใช้เงินทันที มักเลือกโทรในเวลาที่เหยื่อไม่สะดวกตรวจสอบ เช่น กลางดึกหรือช่วงเวลาทำงานเร่งด่วน
รูปแบบที่ 2 — ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ
วิดีโอคอลเข้ามาโดยมีฉากหลังคล้ายสถานีตำรวจ ผู้พูดสวมเครื่องแบบ อ้างว่าเหยื่อมีส่วนพัวพันคดีฟอกเงินหรือยาเสพติด แล้วข่มขู่ให้โอนเงินเพื่อ "ตรวจสอบความบริสุทธิ์"
รูปแบบที่ 3 — ปลอมเป็นบุคคลมีชื่อเสียง
นำใบหน้าและเสียงของดารา นักธุรกิจ หรือผู้บริหารสถาบันการเงินมาทำเป็นคลิปชักชวนลงทุน ซึ่งมักถูกนำไปยิงโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย
รูปแบบที่ 4 — ปลอมเป็นคนรักออนไลน์
ใช้วิดีโอคอลที่สร้างด้วย AI เพื่อยืนยันว่า "มีตัวตนจริง" ทำให้เหยื่อเชื่อใจก่อนจะขอให้โอนเงินหรือชวนลงทุน
[ 3. ทำไม Deepfake ถึงอันตรายกว่ากลโกงรูปแบบอื่น ]
เหตุผลแรกคือ มันทำลายหลักฐานที่เราเคยใช้ยืนยันตัวตนกันมาทั้งชีวิต
เมื่อก่อน หากมีข้อความมาขอยืมเงิน เรามักจะขอ "โทรคุยหน่อย" หรือ "วิดีโอคอลมาให้เห็นหน้า" เพื่อยืนยัน ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลดีมาโดยตลอด แต่ปัจจุบันทั้งสองวิธีนี้ถูกปลอมได้แล้ว หมายความว่าเครื่องมือตรวจสอบที่คนส่วนใหญ่พึ่งพาอยู่ กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ไม่ได้
เหตุผลที่สองคือ Deepfake ทำงานร่วมกับข้อมูลที่รั่วไหลได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากมิจฉาชีพมีข้อมูลจริงของเหยื่ออยู่แล้ว เช่น ชื่อ เลขบัตรประชาชน หรือความสัมพันธ์ในครอบครัว เมื่อนำมารวมกับเสียงที่เหมือนจริง ความน่าเชื่อถือจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
เหตุผลที่สามคือ AI ต้องการตัวอย่างเสียงเพียงไม่กี่วินาทีก็โคลนได้ ซึ่งหาได้ง่ายมากจากคลิปที่เราโพสต์สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นคลิปวิดีโอ ข้อความเสียง หรือไลฟ์
[ 4. สังเกต Deepfake ด้วยตาเปล่าได้แค่ไหน ]
คำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุดคือ "ดูออกไหมว่าเป็นของปลอม"
คำตอบตามตรงคือ ดูออกได้บ้างในบางกรณี แต่ไม่ควรพึ่งพาวิธีนี้เป็นหลัก เพราะคุณภาพของ Deepfake พัฒนาเร็วมาก และสิ่งที่สังเกตได้เมื่อปีที่แล้ว อาจสังเกตไม่ได้แล้วในปีนี้
จุดที่ยังพอสังเกตได้ในคลิปวิดีโอ ได้แก่ ขอบใบหน้าบริเวณผมและคางที่อาจเบลอหรือสั่นเล็กน้อย การกะพริบตาที่ผิดจังหวะหรือถี่ผิดปกติ แสงบนใบหน้าที่ไม่สอดคล้องกับฉากหลัง ฟันและลิ้นที่ดูไม่คมชัดเวลาพูด และการเคลื่อนไหวของศีรษะที่ดูแข็งกว่าปกติ
ส่วนในคลิปเสียง จุดที่พอสังเกตได้คือ การหายใจที่หายไปหรือมาผิดจังหวะ น้ำเสียงที่ราบเรียบเกินไปเมื่อเทียบกับเนื้อหาที่ควรมีอารมณ์ และการออกเสียงคำเฉพาะถิ่นหรือคำแสลงที่ผิดจากที่เจ้าตัวใช้จริง
อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์จริงที่เรากำลังตกใจและมีเวลาไม่กี่วินาที ความสามารถในการสังเกตของเราจะลดลงอย่างมาก นี่คือเหตุผลที่เราแนะนำให้ใช้ "วิธีการ" มากกว่า "สายตา" นั่นคือการตั้งคำลับและการโทรกลับ ซึ่งได้ผลโดยไม่ขึ้นกับคุณภาพของ Deepfake เลย
[ 5. วิธีป้องกัน — เปลี่ยนวิธียืนยันตัวตนให้ทันโลก ]
1) ตั้ง "คำลับประจำครอบครัว" (Safe Word)
เป็นคำที่รู้กันเฉพาะในบ้าน ไม่เคยโพสต์ที่ไหน และไม่เกี่ยวกับข้อมูลที่ค้นเจอได้ เช่น ไม่ใช่ชื่อโรงเรียนหรือชื่อสัตว์เลี้ยงที่เคยลงรูปไว้ เมื่อมีสายขอเงินด่วน ให้ถามคำนี้ก่อนเสมอ AI ตอบไม่ได้อย่างแน่นอน วิธีนี้ใช้เวลาตกลงกันเพียง 5 นาที แต่เป็นเกราะที่ได้ผลที่สุด
2) วางสายแล้วโทรกลับเบอร์เดิม
โทรกลับไปยังเบอร์ที่บันทึกไว้ในเครื่องอยู่แล้ว ไม่ใช่เบอร์ที่เพิ่งโทรเข้ามา เพราะเบอร์ผู้โทรเข้าสามารถปลอมแปลงได้
3) ถามคำถามที่มีแต่คนจริงตอบได้
เช่น เรื่องที่เพิ่งคุยกันเมื่อวาน ชื่อเล่นของญาติที่ไม่เคยเอ่ยในโซเชียล หรือรายละเอียดเล็ก ๆ ในบ้าน
4) ถ้าเป็นวิดีโอคอล ให้ขอการเคลื่อนไหวที่ผิดจากปกติ
เช่น ขอให้หันหน้าไปด้านข้างจนเห็นใบหูชัด เอามือลูบหน้า หรือหยิบของขึ้นมาบังหน้าบางส่วน โมเดล Deepfake จำนวนมากยังจัดการกับการบังหน้าและมุมข้างได้ไม่เนียน ภาพมักจะเบลอ กระตุก หรือขอบหน้าผิดรูป
5) อย่าตัดสินใจโอนเงินขณะกำลังตกใจ
ทุกกลโกงต้องการ "ความเร่ง" เสมอ ถ้ามีคนเร่งให้โอนภายในไม่กี่นาที นั่นคือสัญญาณเตือนที่ชัดที่สุด และเป็นสัญญาณที่ใช้ได้กับทุกกลโกง ไม่เฉพาะ Deepfake
6) ลดร่องรอยเสียงและวิดีโอสาธารณะ
โดยเฉพาะบัญชีของผู้บริหาร ผู้ที่มีอำนาจอนุมัติทางการเงิน และเด็ก ๆ ในครอบครัว ควรพิจารณาตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของโพสต์ที่มีเสียงยาว ๆ
[ 6. เรื่องที่องค์กรควรเตรียมไว้ ]
Deepfake ไม่ได้กระทบแค่ครอบครัว แต่กระทบกระบวนการอนุมัติทางการเงินขององค์กรโดยตรง
รูปแบบที่พบในต่างประเทศคือ การปลอมเป็นผู้บริหารระดับสูงโทรหรือวิดีโอคอลสั่งให้ฝ่ายการเงินโอนเงินด่วน โดยอ้างว่าเป็นดีลลับที่ห้ามบอกใคร ซึ่งใช้กลไกเดียวกับกลโกงในครอบครัว เพียงแต่เปลี่ยนตัวละครและเพิ่มยอดเงิน
สิ่งที่แนะนำให้องค์กรพิจารณา
- กำหนดให้การโอนเงินที่เกินวงเงินที่ระบุไว้ ต้องยืนยันผ่าน "ช่องทางที่สอง" เสมอ เช่น โทรกลับตามเบอร์ในระบบ HR หรือยืนยันผ่านระบบภายในที่มีการล็อกอิน ไม่ใช่ยืนยันผ่านช่องทางเดิมที่ได้รับคำสั่งมา
- ระบุให้ชัดในนโยบายว่า "ไม่มีผู้บริหารคนใดจะสั่งโอนเงินด่วนโดยห้ามตรวจสอบ" เพื่อให้พนักงานมีสิ่งอ้างอิงเวลาถูกกดดัน
- ซ้อมสถานการณ์จำลอง (tabletop) กับทีมการเงินอย่างน้อยปีละครั้ง
- สร้างวัฒนธรรมที่พนักงานสามารถ "ขอเวลาตรวจสอบ" ได้โดยไม่ถูกมองว่าไม่ให้เกียรติผู้บริหาร ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญกว่าเครื่องมือใด ๆ
[ 7. ถ้าตกเป็นเหยื่อแล้ว ]
- รวบรวมหลักฐานทั้งหมด ทั้งเบอร์โทร บันทึกการโทร ภาพหน้าจอ และสลิปการโอน
- โทรแจ้งธนาคารเพื่อขออายัดโดยเร็วที่สุด
- โทรแจ้ง AOC 1441 ซึ่งรับแจ้งตลอด 24 ชั่วโมง
- แจ้งความออนไลน์ผ่านระบบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
- แจ้งเตือนคนในครอบครัวและที่ทำงานทันที เพราะมิจฉาชีพมักใช้ข้อมูลชุดเดิมโทรหาคนอื่นต่อ
ที่สำคัญ การตกเป็นเหยื่อของ Deepfake ไม่ได้แปลว่าผู้เสียหายประมาท แต่แปลว่าเทคโนโลยีก้าวไปไกลกว่าวิธีตรวจสอบที่เราคุ้นเคย ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน
[ สรุป ]
บทเรียนสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ ไม่ใช่ "อย่าเชื่อใคร" แต่คือ "เปลี่ยนวิธียืนยันตัวตนเสียใหม่"
เสียงและใบหน้าไม่ใช่หลักฐานที่เพียงพออีกต่อไป สิ่งที่ยังใช้ได้คือความรู้ร่วมกันที่มีเฉพาะคนจริงเท่านั้นที่รู้ เช่น คำลับ หรือเรื่องราวที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหน
อยากชวนให้ทำสิ่งหนึ่งหลังอ่านจบ คือไปคุยกับพ่อแม่ ผู้สูงอายุ และลูก ๆ ที่บ้าน แล้วตกลงคำลับกันไว้ตั้งแต่วันนี้ ใช้เวลาไม่นาน แต่ช่วยได้จริงในวันที่เกิดเรื่อง
ด้วยความปรารถนาดีจากทีมงาน E-C.O.P. (Thailand) Limited
[ แหล่งอ้างอิง ]
1. Telecom Lover — Kaspersky เผยกลโกง Deepfake ในไทย พร้อมต้นทุนการจ้างทำในตลาดใต้ดิน
https://www.telecomlover.com/2026/07/15/kaspersky-deepfake-scam-protection/
2. Thai PBS Verify — AI Clone และ Deepfake ระวังมุกใหม่ปี 69
https://www.thaipbs.or.th/verify/article/content/7969
3. Business Today — AOC 1441 เตือน 4 กลโกงอันตรายที่ต้องระวังในปี 2569
https://www.businesstoday.co/business/02/02/2026/125738/
4. ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย
https://www.antifakenewscenter.com/
Related Content


