AI เปลี่ยนเกม Security ทั้งฝั่งรับและฝั่งรุก: เจาะ 6 เทรนด์ Cybersecurity ปี 2026 และ 4 ภัยวิกฤตจาก Gartner
Last updated: 25 Aug 2026
17 Views

ทุกต้นปี Gartner บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีระดับโลก จะประกาศเทรนด์ Cybersecurity ประจำปีที่ทีม security ทั่วโลกใช้เป็นเข็มทิศในการวางแผน สำหรับปี 2026 ภาพที่ออกมาชัดเจนกว่าทุกปี คือ AI ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของความเสี่ยงไซเบอร์ทั้งกระดาน Alex Michaels, Director Analyst ของ Gartner สรุปไว้ว่าผู้นำ security กำลังเดินอยู่ในดินแดนที่ไม่เคยมีแผนที่มาก่อน เพราะการเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของกฎระเบียบ และภูมิทัศน์ภัยคุกคามที่เร่งความเร็วขึ้น กำลังมาบรรจบกันพร้อมกัน บทความนี้สรุป 6 เทรนด์ของปี 2026 พร้อม 4 ภัยคุกคามวิกฤตที่ Gartner ประกาศเพิ่มเติมกลางปี และสิ่งที่องค์กรไทยควรลงมือทำ
เทรนด์ที่วนรอบ AI: จาก Agent ไร้ทะเบียน ถึงการอบรมที่ใช้ไม่ได้ผล
เทรนด์แรกและเป็นเทรนด์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ Agentic AI ต้องมีการกำกับดูแลด้าน cybersecurity ลองนึกภาพบริษัทที่จู่ ๆ รับพนักงานใหม่หลายพันคนภายในปีเดียว ทุกคนเก่ง เร็ว ขยัน แต่ไม่มีบัตรพนักงาน ไม่มีทะเบียนประวัติ และไม่มีหัวหน้างานดูแล บางคนถูกแผนกอื่นจ้างเข้ามาเองโดยที่ฝ่ายบุคคลไม่รับรู้ นั่นคือสถานะของ AI agent ในองค์กรจำนวนมากวันนี้ ซึ่งวงการเรียกกันว่า shadow AI คำแนะนำของ Gartner คือองค์กรต้องทำบัญชีรายการ agent ทั้งหมด ทั้งที่ผ่านการอนุมัติและไม่ผ่าน พร้อมจัดทำ incident response playbook เฉพาะสำหรับเหตุที่เกิดจาก agent เพราะเมื่อพนักงานดิจิทัลทำผิดพลาด องค์กรต้องรู้ว่าจะหยุดมันอย่างไร
เทรนด์ถัดมาต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ ระบบ Identity and Access Management หรือ IAM ที่ออกแบบมาสำหรับมนุษย์ ต้องขยายให้ครอบคลุม machine identity ซึ่งเพิ่มจำนวนเร็วกว่าพนักงานจริงหลายเท่า ทุก agent ทุก service และทุกการเชื่อมต่ออัตโนมัติล้วนต้องมีตัวตนที่ระบุและควบคุมได้ ขณะเดียวกัน AI ก็เข้ามาอยู่ในห้อง SOC ด้วยเช่นกัน เทรนด์ AI-Driven SOC ชี้ว่าเครื่องมือใหม่ทำ detection และ triage แทนคนได้มากขึ้น แต่ Gartner ย้ำว่าต้องออกแบบให้มนุษย์อยู่ในวงจรการตัดสินใจเสมอ
เทรนด์ที่กระทบพนักงานทุกคนโดยตรงคือ GenAI ทำลายการอบรม security awareness แบบเดิม เมื่อ AI สร้างอีเมล phishing ที่ไวยากรณ์สมบูรณ์ น้ำเสียงเหมือนหัวหน้า และอ้างอิงบริบทที่เพิ่งเกิดขึ้นจริง การสอนพนักงานให้จับผิดคำสะกดหรือสำนวนแปลก ๆ จึงไม่พออีกต่อไป องค์กรต้องยกระดับจากการอบรมปีละครั้งไปสู่โปรแกรมสร้างพฤติกรรมและวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ต่อเนื่อง วัดผลจากพฤติกรรมจริง เช่น อัตราการรายงานเหตุต้องสงสัย
อีกสองเทรนด์ที่เหลือคือความผันผวนของกฎระเบียบทั่วโลกที่ผลักดันงาน cyber resilience และการที่ Postquantum Cryptography ขยับเข้าสู่แผนปฏิบัติการ ซึ่งเทรนด์หลังนี้มีรายละเอียดมากพอที่เราแยกไว้เป็นอีกบทความหนึ่งโดยเฉพาะ
4 ภัยวิกฤตที่ Gartner สั่งยกเครื่องการป้องกันทันที
ต้นเดือนมิถุนายน 2026 บนเวที Security & Risk Management Summit ที่ National Harbor Gartner ประกาศรายชื่อ 4 ภัยคุกคามที่องค์กรต้องปรับปรุงการป้องกันอย่างเร่งด่วน ภัยแรกคือการโจมตี AI application ขององค์กรโดยตรง เมื่อองค์กรสร้างแอปพลิเคชันที่มี AI เป็นแกนกลางมากขึ้น แอปเหล่านี้ก็กลายเป็นเป้าหมายใหม่ที่เครื่องมือป้องกันแบบเดิมไม่ครอบคลุม แนวทางที่ Gartner แนะนำคือ AI TRiSM, secure SDLC และการควบคุมสิทธิ์แบบ Policy-Based Access Control พร้อม runtime monitoring
ภัยที่สองคือ Deepfake ที่ปลอมได้ทั้งใบหน้า เสียง และท่าทาง จนผ่านทั้งระบบยืนยันตัวตนแบบ biometric การประชุมออนไลน์ และแม้แต่การสัมภาษณ์งาน ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับภาคการเงินไทยตรงที่สุด เพราะกระบวนการยืนยันตัวตนลูกค้าและการอนุมัติธุรกรรมมูลค่าสูงคือเป้าหมายอันดับต้นของมิจฉาชีพ การตรวจสอบชั้นเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ต้องใช้หลายปัจจัยประกอบกันเสมอ
ภัยที่สามคือ Software Supply Chain ความเสี่ยงจาก dependency และโค้ดภายนอกที่องค์กรหยิบมาใช้ Gartner แนะนำให้จัดทำ SBOM และ AIBOM ใช้ internal repository ที่ผ่านการคัดกรอง และ sign artifact ทุกชิ้น ส่วนภัยที่สี่คือ Prompt Injection การฝังคำสั่งอันตรายเข้าสู่ระบบ AI ผ่านข้อความ เอกสาร หรือข้อมูลที่ AI อ่าน ซึ่งต้องป้องกันด้วย AI security testing, guardrails และ input validation ที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนา
แรงกดดันที่สาม: บอร์ดถูกดึงมารับผิดชอบโดยตรง
สิ่งที่ทำให้ปี 2026 ต่างจากปีก่อน ๆ ไม่ได้มีแค่เทคโนโลยี แต่รวมถึงแรงกดดันจากฝั่งกำกับดูแล ความผันผวนของกฎระเบียบทั่วโลกกำลังผลักให้ความรับผิดชอบด้านไซเบอร์ขยับจากทีมเทคนิคขึ้นสู่บอร์ดและผู้บริหารระดับสูง องค์กรที่ยังรายงานความเสี่ยงเป็นตัวเลขทางเทคนิค เช่น จำนวน alert ที่ block ได้ จะสื่อสารกับบอร์ดไม่ได้อีกต่อไป ภาษาที่บอร์ดเข้าใจคือ business outcome ธุรกิจหยุดได้นานแค่ไหน ความเสียหายเท่าไร และเรารับความเสี่ยงระดับใดได้บ้าง
สำหรับประเทศไทย ทิศทางนี้สอดคล้องกับแนวโน้มของ regulator ในภาคการเงินและหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เข้มขึ้นทุกปี คำถามที่บอร์ดจะถูกถามในอนาคตอันใกล้ จึงเป็นคำถามเดียวกับที่ Gartner กำลังเตือนวันนี้
องค์กรไทยควรเริ่มตรงไหน
จากทั้งหมดที่ Gartner ประกาศ เราแนะนำให้องค์กรไทยเริ่มจากสี่ก้าวที่จับต้องได้ ก้าวแรกภายใน 30 วัน คือสำรวจ AI footprint ทั้งองค์กร ทำบัญชีรายการ AI agent, AI application และ shadow AI ทั้งหมด เพราะสิ่งที่มองไม่เห็นย่อมควบคุมไม่ได้ ก้าวที่สองภายในไตรมาส คือเพิ่ม use case การตรวจจับ deepfake fraud และ prompt injection เข้าเป็นมาตรฐานของ SOC หรือบริการ MDR ที่ใช้อยู่ ก้าวที่สามในระยะ 3 ถึง 12 เดือน คือทำ machine identity inventory และเร่งปรับปรุงระบบ IAM ให้รองรับตัวตนของเครื่องและ agent และก้าวสุดท้ายที่ต้องทำต่อเนื่อง คือเปลี่ยนภาษาการรายงานต่อบอร์ดจาก technical dashboard เป็น business outcome
มุมมองของ E-C.O.P: อ่านเทรนด์อย่างไรไม่ให้จมกับรายการยาว
ประสบการณ์ของทีมเราในการดูแล SOC ให้องค์กรหลายอุตสาหกรรม บอกว่ากับดักที่พบบ่อยที่สุดของรายการเทรนด์ประจำปี คือองค์กรพยายามตอบทุกข้อพร้อมกันจนไม่มีข้อไหนคืบหน้าจริง วิธีอ่านที่ได้ผลกว่าคือมองหาเส้นเรื่องร่วม ซึ่งปีนี้ชัดมาก ทั้ง 6 เทรนด์และ 4 ภัยวิกฤตล้วนกลับมาที่คำถามเดียว คือองค์กรมองเห็นและควบคุม AI ของตัวเองได้แค่ไหน ถ้า inventory ยังไม่มี การลงทุนเครื่องมือขั้นสูงใด ๆ ก็เหมือนติดสัญญาณกันขโมยให้บ้านที่ยังนับประตูหน้าต่างไม่ครบ
อีกจุดที่อยากชวนสังเกตคือ เทรนด์ปีนี้ผูกงาน security เข้ากับงานจัดซื้อและงานบุคคลมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การคุม shadow AI ทำไม่ได้ด้วยเครื่องมือฝ่ายเดียว ต้องอาศัยนโยบายจัดซื้อที่กำหนดให้ทุกเครื่องมือ AI ผ่านการขึ้นทะเบียน และวัฒนธรรมที่พนักงานกล้าแจ้งว่าตัวเองใช้เครื่องมืออะไรอยู่โดยไม่ถูกตำหนิ ส่วนการรับมือ deepfake ในกระบวนการอนุมัติธุรกรรม ก็ต้องแก้ที่ขั้นตอนการทำงาน เช่น การยืนยันกลับผ่านช่องทางที่สองสำหรับคำสั่งมูลค่าสูง ไม่สามารถแก้ด้วยเทคโนโลยีตรวจจับเพียงลำพัง
สำหรับคำถามที่เราได้รับบ่อยว่าควรของบเพิ่มตรงไหนก่อน คำตอบของเราเรียงตามลำดับความคุ้มค่า คือหนึ่ง งบทำ AI inventory และ machine identity ซึ่งใช้เงินน้อยแต่เป็นฐานของทุกอย่าง สอง งบเพิ่ม use case ใหม่ใน SOC หรือ MDR ที่ใช้อยู่ ซึ่งมักเป็นการปรับขอบเขตบริการมากกว่าซื้อระบบใหม่ และสาม งบโปรแกรมพฤติกรรมพนักงาน ซึ่ง Gartner จัดให้เป็นการลงทุนที่ถูกที่สุดเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ลดได้ ส่วนการลงทุนขนาดใหญ่อย่างการยกเครื่อง IAM ควรวางเป็นโครงการหลายปีที่ขี่ไปกับงบ AI ขององค์กร ตามคำแนะนำของ Gartner ที่ให้ใช้แรงส่งของการลงทุน AI ปลดล็อกงานที่ค้างมานาน
ทีม E-C.O.P Cyber Intelligence ติดตามความเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์เหล่านี้ต่อเนื่องผ่านซีรีส์ ECOP Insight Brief หากองค์กรของท่านต้องการผู้ช่วยเฝ้าระวังภัยคุกคามตลอด 24 ชั่วโมง บริการ CSOC, MDR, DRP, WAFaaS และ ASMaaS ของ E-C.O.P (Thailand) พร้อมดูแลด้วยทีมงานที่ได้รับการรับรอง ISO/IEC 27001, ISO/IEC 20000 และ ISO/IEC 27701 ติดต่อได้ที่โทร 02-401-0106 หรือ 02-401-0107 อีเมล info@bcg-ecop.net หรือเว็บไซต์ ecop.co.th
อ้างอิง (Gartner Newsroom, Public Press Releases)
1. Gartner Identifies the Top Cybersecurity Trends for 2026 (5 Feb 2026)
2. Gartner Identifies Four Critical Threats Requiring Urgent Improvements from Cybersecurity Leaders (2 Jun 2026)
3. Gartner Identifies Strategic Focus Areas for CISOs to Seize Moments of Opportunity Among AI Chaos (1 Jun 2026)
สรุปและเรียบเรียงโดย E-C.O.P Cyber Intelligence Team จาก press release สาธารณะของ Gartner, Inc.
Related Content


