Share

Share Awareness Advisory #4

Last updated: 25 Aug 2026
497 Views
หลอกลงทุน — ผลตอบแทนสูงผิดปกติ คือกับดัก
 
[ บทนำ ]

มีคนชวนลงทุน บอกว่าได้กำไรทุกวัน และช่วงแรกท่านได้เงินจริง ๆ ด้วย

จุดนี้เองคือจุดที่คนส่วนใหญ่ตัดสินใจผิดพลาด และเป็นเหตุผลว่าทำไมกลโกงรูปแบบนี้ถึงสร้างความเสียหายสูงที่สุดกลุ่มหนึ่งของประเทศ

เพราะเงินก้อนแรกที่เราได้คืน ไม่ใช่กำไร แต่คือ "ต้นทุนการตลาด" ที่มิจฉาชีพยอมจ่ายเพื่อซื้อความไว้ใจของเรา

[ 1. ภาพรวมความเสียหายในประเทศไทย ]

สถิติที่ศูนย์ AOC 1441 เปิดเผยเมื่อต้นปี 2569 ระบุว่าตลอดปี 2568 มีผู้เสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์รวม 405,929 เคส คิดเป็นมูลค่าความเสียหายราว 23,403 ล้านบาท

รูปแบบที่พบบ่อยที่สุดสามอันดับ ได้แก่ การหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ การหลอกโอนเงินโดยอ้างรายได้เสริม และการหลอกลงทุนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลกับโซเชียลมีเดีย

และกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อมากที่สุดคือคนวัยทำงานอายุ 20–49 ปี ซึ่งเป็นข้อมูลที่ควรทำให้เราทบทวนความเข้าใจเดิม เพราะกลุ่มนี้ไม่ใช่คนที่ไม่รู้เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นคนที่กำลังมองหาโอกาสเพิ่มรายได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่มิจฉาชีพเข้าใจดี

[ 2. เคสจริงที่ AOC 1441 ยกเป็นตัวอย่าง ]

กรณีที่หนึ่ง ผู้เสียหายหญิงรายหนึ่งโพสต์ขายของมือสองบน Facebook จากนั้นมีผู้ติดต่อเข้ามาชักชวนให้ "เปิดร้านค้าออนไลน์" ร่วมกัน แล้วทยอยเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเป็นรายการ ๆ โดยอ้างว่าจะได้คืนทั้งหมดเมื่อมียอดขาย สุดท้ายผู้เสียหายสูญเงินไปกว่า 6.17 ล้านบาท โดยไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้นจริงแม้แต่รายการเดียว

กรณีที่สอง ผู้เสียหายถูกชักชวนให้ลงทุนขายสินค้าแบรนด์ดังผ่านโซเชียลมีเดีย ช่วงแรกได้รับผลตอบแทนจริงตามที่ตกลง จึงเกิดความเชื่อใจและโอนเงินเพิ่มรวมกว่า 1 ล้านบาท ก่อนที่จะติดต่อคู่สนทนาไม่ได้อีกเลย

สิ่งที่ทั้งสองกรณีมีร่วมกันคือ ผู้เสียหายไม่ได้ตัดสินใจผิดตั้งแต่ครั้งแรก แต่ถูกพาไปทีละก้าว จนถึงจุดที่เงินก้อนใหญ่ถูกโอนออกไป

[ 3. กลไกทางจิตวิทยา — ทำไมคนฉลาดถึงติดกับ ]

ขั้นที่ 1 สร้างความคุ้นเคย
มิจฉาชีพจะไม่ชวนลงทุนทันที แต่จะทักมาคุยเรื่องทั่วไปก่อน บางรายใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน สร้างความสัมพันธ์จนเหยื่อรู้สึกว่ารู้จักกันดีแล้ว

ขั้นที่ 2 ให้ผลตอบแทนจริงในรอบแรก
ให้ลงทุนจำนวนน้อยก่อน แล้วโอนกำไรคืนจริง ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด เพราะมันเปลี่ยนความสงสัยให้กลายเป็นความมั่นใจ และทำให้เหยื่อเป็นฝ่ายอยากลงเพิ่มเอง

ขั้นที่ 3 ใช้แรงกดดันทางสังคม
สร้างกลุ่มไลน์ที่มีสมาชิกโพสต์สลิปกำไรตลอดเวลา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบัญชีของกลุ่มมิจฉาชีพเอง ทำให้เหยื่อรู้สึกว่าตนเองกำลังพลาดโอกาส

ขั้นที่ 4 เร่งการตัดสินใจ
อ้างว่าโควตาใกล้เต็ม รอบนี้เป็นรอบสุดท้าย หรือมีเงื่อนไขพิเศษเฉพาะวันนี้

ขั้นที่ 5 ปิดทางถอน
เมื่อเหยื่อลงเงินก้อนใหญ่แล้วขอถอน ระบบจะแจ้งว่าถอนไม่ได้ ต้องชำระค่าภาษี ค่าธรรมเนียม หรือค่าปลดล็อกบัญชีก่อน ซึ่งเป็นการดึงเงินก้อนสุดท้ายออกจากเหยื่อ

[ 4. ห้าสัญญาณอันตรายที่ต้องจำ ]

1) ผลตอบแทนสูงผิดปกติ พร้อมคำรับประกันว่า "ไม่มีความเสี่ยง"
การลงทุนที่ถูกต้องตามกฎหมายไม่มีใครรับประกันผลตอบแทนได้ และผลตอบแทนที่สูงย่อมมาพร้อมความเสี่ยงที่สูงตามเสมอ

2) เร่งให้ตัดสินใจภายในเวลาจำกัด
ทุกข้อเสนอที่ดีจริงย่อมทนต่อการตรวจสอบได้ ถ้ามีคนไม่อยากให้เราตรวจสอบ นั่นคือคำตอบอยู่แล้ว

3) ให้โอนเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา
ผู้ให้บริการทางการเงินที่ถูกกฎหมายจะใช้บัญชีนิติบุคคลที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่บัญชีส่วนตัวของใครคนหนึ่ง

4) ถอนเงินไม่ได้ แล้วอ้างว่าต้องจ่ายเพิ่มก่อน
นี่คือสัญญาณที่ชัดที่สุดว่าโดนหลอกแล้ว ขอย้ำว่า อย่าโอนเพิ่มเด็ดขาด เพราะเงินที่โอนเพิ่มจะไม่ได้ทำให้ได้เงินเดิมคืน มีแต่จะเพิ่มความเสียหาย

5) ใช้ภาพลักษณ์ของบุคคลน่าเชื่อถือมาสร้างความมั่นใจ
ทั้งดารา นักธุรกิจ ผู้บริหารสถาบันการเงิน หรือผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งปัจจุบันสามารถปลอมได้ทั้งภาพและเสียงด้วย AI ในราคาไม่แพง จึงไม่ควรใช้เป็นเหตุผลในการตัดสินใจ

[ 5. วิธีป้องกัน ]

1) ตรวจใบอนุญาตก่อนโอนเงินเสมอ
ตรวจสอบว่าผู้ให้บริการได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือหน่วยงานกำกับที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ซึ่งตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ทางการโดยตรง

2) ยึดหลัก "4 ไม่" ที่ AOC 1441 แนะนำ
ไม่กดลิงก์ ไม่เชื่อข้อเสนอที่ดีเกินจริง ไม่รีบตัดสินใจ และไม่โอนจนกว่าจะตรวจสอบชัดเจน

3) ตั้งกฎกับตัวเองว่าจะไม่ตัดสินใจลงทุนภายในวันเดียวกับที่ได้ยินเรื่องนั้นครั้งแรก
กฎข้อนี้ง่ายที่สุดและได้ผลมากที่สุด เพราะกลโกงเกือบทั้งหมดพึ่งพาความเร่ง เมื่อเราตัดความเร่งออก กลไกของมันก็พังทันที

4) ก่อนโอนเงินก้อนใหญ่ ให้เล่าให้คนใกล้ตัวฟังอย่างน้อยหนึ่งคน
คนนอกที่ไม่ได้อยู่ในอารมณ์เดียวกับเรามักมองเห็นสัญญาณที่เรามองข้าม การพูดออกมาดัง ๆ ยังช่วยให้เราได้ยินความไม่สมเหตุสมผลด้วยตัวเอง

5) ระวังการชวนลงทุนที่มาพร้อมความสัมพันธ์
ทั้งความรัก มิตรภาพ หรือความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง เพราะความสัมพันธ์ทำให้เราลดการตรวจสอบลงโดยไม่รู้ตัว

6) แยกเงินลงทุนออกจากเงินที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
และไม่กู้ยืมเพื่อนำมาลงทุนตามคำชักชวนออนไลน์

[ 6. ถ้าโอนไปแล้ว ต้องทำอย่างไร ]

- หยุดโอนเพิ่มทันที ไม่ว่าเขาจะอ้างเหตุผลใดก็ตาม โดยเฉพาะข้ออ้างเรื่องค่าปลดล็อกหรือค่าภาษี
- รวบรวมหลักฐานทั้งหมด ทั้งบทสนทนา สลิปการโอน ชื่อบัญชีปลายทาง ลิงก์เว็บไซต์ และภาพหน้าจอ
- โทรแจ้งธนาคารเพื่อขออายัดโดยเร็วที่สุด
- โทรแจ้ง AOC 1441 ซึ่งรับแจ้งตลอด 24 ชั่วโมง
- แจ้งความออนไลน์ผ่านระบบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
- ระวังการหลอกซ้ำ เพราะมักมีผู้ติดต่อเข้ามาอ้างว่าสามารถ "ตามเงินคืนให้ได้" โดยเรียกเก็บค่าดำเนินการ ซึ่งเป็นกลโกงรอบสองที่พบบ่อยมากกับผู้ที่เพิ่งเสียหาย

[ 7. มุมมองสำหรับองค์กร ]

หลายองค์กรมองว่าการหลอกลงทุนเป็นเรื่องส่วนตัวของพนักงาน แต่ในทางปฏิบัติมีผลกระทบต่อองค์กรมากกว่าที่คิด

พนักงานที่มีภาระหนี้สินฉับพลันจากการถูกหลอก มีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะตกเป็นเป้าของการชักชวนให้กระทำผิด เช่น การรับจ้างเปิดบัญชีม้า หรือการนำข้อมูลภายในองค์กรออกไปแลกกับเงิน ซึ่งเป็นความเสี่ยงด้าน insider threat ที่มีอยู่จริง

สิ่งที่องค์กรทำได้คือ ให้ความรู้เรื่องนี้ในโปรแกรม awareness เช่นเดียวกับเรื่อง phishing และเปิดช่องทางให้พนักงานปรึกษาได้โดยไม่ถูกตัดสิน เพราะความอับอายคือสาเหตุที่ทำให้คนไม่กล้าบอกใครจนความเสียหายบานปลาย

[ 8. คำถามที่พบบ่อย ]

ถาม: การลงทุนจริงกับกลโกง ต่างกันตรงไหนแบบสังเกตได้ง่ายที่สุด
ตอบ: การลงทุนที่ถูกต้องจะ "เปิดเผยความเสี่ยง" เสมอ เอกสารชี้ชวนของกองทุนหรือหลักทรัพย์ทุกฉบับจะระบุความเสี่ยงไว้ชัดเจน ขณะที่กลโกงจะ "ปิดบังความเสี่ยง" และเน้นแต่ผลตอบแทน ถ้าคู่สนทนาไม่เคยพูดถึงความเสี่ยงเลยแม้แต่ครั้งเดียว นั่นคือสัญญาณที่ชัดมาก

ถาม: ถ้ายังได้กำไรอยู่ ควรถอนออกมาก่อนไหม
ตอบ: ควรลองถอนตั้งแต่เนิ่น ๆ และถอนให้ครบจำนวนที่ลงไป ไม่ใช่ถอนแค่บางส่วน เพราะการทดสอบถอนคือวิธีตรวจสอบที่ตรงไปตรงมาที่สุด หากมีเงื่อนไขเพิ่มเติมเข้ามาในขั้นตอนถอน เช่น ต้องลงทุนครบจำนวนก่อน หรือต้องจ่ายค่าธรรมเนียมล่วงหน้า ให้ถือว่าเป็นสัญญาณอันตราย

ถาม: ทำไมถึงมีคนมาติดต่อบอกว่าตามเงินคืนให้ได้
ตอบ: นี่คือกลโกงรอบสองที่พบบ่อยมาก มิจฉาชีพกลุ่มเดิมหรือกลุ่มใหม่จะติดต่อผู้ที่เพิ่งเสียหาย โดยอ้างว่าเป็นทนาย เป็นหน่วยงาน หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตามเงินคืน แล้วเรียกเก็บค่าดำเนินการล่วงหน้า ขอย้ำว่าการติดตามเงินคืนเป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม ไม่มีใครรับประกันผลได้ และไม่ควรจ่ายเงินล่วงหน้าให้ใครทั้งสิ้น

ถาม: ถูกหลอกแล้วรู้สึกอาย ไม่กล้าบอกใคร ควรทำอย่างไร
ตอบ: ความรู้สึกนี้เป็นเรื่องปกติและเกิดกับผู้เสียหายเกือบทุกคน แต่ความเงียบคือสิ่งที่มิจฉาชีพต้องการมากที่สุด เพราะยิ่งแจ้งช้า โอกาสระงับเงินยิ่งน้อยลง การเล่าให้คนใกล้ตัวฟังและแจ้งเจ้าหน้าที่โดยเร็วจึงเป็นสิ่งที่ควรทำก่อนเสมอ

[ สรุป ]

การถูกหลอกลงทุนไม่ได้แปลว่าผู้เสียหายโง่ แต่แปลว่าเขาเจอคนที่ทำเรื่องนี้เป็นอาชีพ มีบท มีทีมงาน และมีเวลาเตรียมตัวมากกว่า

สิ่งที่ป้องกันได้จริงคือการรู้ทันโครงสร้างของกลโกง โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ว่า "กำไรก้อนแรกที่ได้รับ คือค่าใช้จ่ายที่เขายอมเสียเพื่อเอาก้อนใหญ่คืน" และการตั้งกฎง่าย ๆ ให้ตัวเองว่าจะไม่ตัดสินใจเรื่องเงินก้อนใหญ่ในขณะที่กำลังถูกเร่ง

ด้วยความปรารถนาดีจากทีมงาน E-C.O.P. (Thailand) Limited

[ แหล่งอ้างอิง ]

1. Business Today — AOC 1441 เตือน 4 กลโกงอันตรายปี 2569 พร้อมสถิติและเคสตัวอย่างปี 2568
https://www.businesstoday.co/business/02/02/2026/125738/

2. สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
https://www.sec.or.th/

3. ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย
https://www.antifakenewscenter.com/

4. Thai PBS Verify — รู้ทันกลโกงออนไลน์และการใช้ AI ปลอมบุคคล
https://www.thaipbs.or.th/verify/article/content/7969

Related Content