Share

Share Awareness Advisory #1

Last updated: 25 Aug 2026
7 Views
SMS ปลอม — กดลิงก์เดียว เงินหมดบัญชี
 
[ บทนำ ]

มีข้อความเด้งเข้ามาในมือถือว่า "พัสดุของท่านตกค้าง กรุณายืนยันข้อมูล" หรือ "ท่านมีสิทธิ์รับเงินคืนภาษี กดลิงก์เพื่อดำเนินการ" พร้อมลิงก์สั้น ๆ ท้ายข้อความ

คำถามคือ ในจังหวะที่กำลังรีบ กำลังเดินอยู่กลางถนน หรือกำลังประชุมอยู่ เราจะกดหรือไม่กด

กลโกงรูปแบบนี้ไม่ได้อาศัยความไม่รู้ของเหยื่อเป็นหลัก แต่อาศัย "ความรีบ" และนั่นคือเหตุผลที่ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ AOC 1441 ชี้ว่ากลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อมากที่สุดไม่ใช่ผู้สูงอายุอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นคนวัยทำงานอายุ 20–49 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้มือถือคล่องที่สุด โอนเงินบ่อยที่สุด และรีบที่สุด

บทความนี้ทีมงาน E-C.O.P. จัดทำขึ้นเพื่อแบ่งปันความรู้ ไม่ได้มีเจตนาสร้างความตื่นตระหนก เพราะภัยรูปแบบนี้ป้องกันได้จริงด้วยนิสัยเล็ก ๆ เพียงไม่กี่ข้อ

[ 1. สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ]

สถิติที่ AOC 1441 เปิดเผยเมื่อต้นปี 2569 ระบุว่า ตลอดปี 2568 มีผู้เสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์รวม 405,929 เคส คิดเป็นมูลค่าความเสียหายราว 23,403 ล้านบาท

รูปแบบที่พบมากที่สุดสามอันดับแรก ได้แก่ การหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ การหลอกโอนเงินโดยอ้างรายได้เสริม และการหลอกลงทุนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลกับโซเชียลมีเดีย ซึ่งเกือบทั้งหมดมีจุดเริ่มต้นเหมือนกัน คือ "ข้อความที่มีลิงก์"

ด้านกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและตำรวจไซเบอร์ได้ออกเตือนซ้ำหลายครั้งถึงรูปแบบที่มิจฉาชีพอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วส่งลิงก์ให้ติดตั้งแอปพลิเคชัน โดยมักใช้สามสถานการณ์หลัก คือ อ้างว่ามีเงินคืนหรือสิทธิประโยชน์ อ้างว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี และอ้างว่ามีคดีความที่ต้องดำเนินการด่วน

ขณะที่สมาคมธนาคารไทยและตำรวจสอบสวนกลางได้ร่วมกันสรุปช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ส่งลิงก์ ซึ่งครอบคลุมทั้ง SMS, LINE, Facebook, อีเมล, โทรศัพท์ที่ชวนให้เพิ่มเพื่อน ไปจนถึงการชวนคุยหาคู่เพื่อสร้างความสนิทสนมก่อน

[ 2. ทำไมกลโกงนี้ถึงได้ผลกับคนที่รู้ทันเทคโนโลยี ]

เหตุผลข้อแรกคือ ข้อความเหล่านี้ถูกออกแบบให้กระตุ้นอารมณ์ก่อนกระตุ้นความคิด

เนื้อหาจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งใน 2 แบบเสมอ คือ "กลัวจะเสีย" เช่น บัญชีผิดปกติ ค้างชำระค่าปรับ พัสดุกำลังจะถูกตีกลับ หรือ "กลัวจะพลาด" เช่น มีเงินคืน ได้รางวัล ได้สิทธิ์พิเศษที่หมดเขตวันนี้ ทั้งสองแบบทำให้สมองเปลี่ยนจากโหมดคิดวิเคราะห์ไปสู่โหมดตอบสนองทันที

เหตุผลข้อที่สองคือ ชื่อผู้ส่ง SMS ปลอมได้ ระบบส่งข้อความสั้นเปิดให้ตั้งชื่อผู้ส่งเป็นตัวอักษรได้ มิจฉาชีพจึงตั้งชื่อให้เหมือนหรือใกล้เคียงกับหน่วยงานจริง และเมื่อชื่อซ้ำกับที่เราเคยได้รับ ข้อความปลอมจะไปเรียงต่อท้าย "ในกล่องแชทเดียวกัน" กับข้อความจริงที่หน่วยงานเคยส่งมา ทำให้ดูน่าเชื่อถือขึ้นอีกหลายเท่า

เหตุผลข้อที่สามคือ หน้าเว็บปลอมทำได้เนียนมาก การคัดลอกหน้าเว็บธนาคารหรือหน่วยงานรัฐทั้งหน้าใช้เวลาไม่นาน และเมื่อเปิดบนหน้าจอมือถือที่แคบ เราจะไม่เห็นชื่อโดเมนเต็ม ๆ จึงแยกไม่ออกว่าเป็นของจริงหรือของปลอม

[ 3. กลไกทีละขั้น — เงินหายไปได้อย่างไร ]

ขั้นที่ 1 มิจฉาชีพส่งข้อความที่มีลิงก์ โดยยิงเป็นวงกว้างจำนวนมาก ไม่ได้เจาะจงตัวบุคคล

ขั้นที่ 2 เมื่อกดลิงก์ จะถูกพาไปยังหน้าเว็บปลอมเพื่อกรอกข้อมูล หรือถูกชักจูงให้ดาวน์โหลดไฟล์ติดตั้งแอปพลิเคชันที่อยู่นอก Play Store และ App Store

ขั้นที่ 3 ระหว่างติดตั้ง แอปจะขอสิทธิ์ที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย โดยเฉพาะสิทธิ์ "การช่วยเหลือการเข้าถึง" (Accessibility Service) ซึ่งเดิมออกแบบมาเพื่อช่วยผู้พิการทางสายตาให้ใช้งานมือถือได้ แต่ในทางเทคนิค สิทธิ์นี้ทำให้แอปสามารถ "อ่านทุกอย่างที่แสดงบนหน้าจอ" และ "กดปุ่มแทนผู้ใช้" ได้

ขั้นที่ 4 มิจฉาชีพจึงเห็นทุกอย่างที่เราพิมพ์ รวมถึงรหัสผ่านและรหัส OTP และสามารถสั่งงานเครื่องได้เสมือนถือมือถือของเราอยู่

ขั้นที่ 5 เขาจะไม่ทำอะไรทันที แต่รอจนกว่าเราจะวางมือถือ เช่น ตอนกลางดึกหรือตอนที่หน้าจอดับ แล้วค่อยเปิดแอปธนาคารและโอนเงินออก บางกรณีจะทำให้หน้าจอค้างเป็นสีดำหรือแสดงข้อความ "กำลังอัปเดต" เพื่อไม่ให้เจ้าของเครื่องเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น

ขั้นที่ 6 เหยื่อจำนวนมากรู้ตัวอีกทีเมื่อเปิดแอปธนาคารในเช้าวันถัดมาแล้วพบว่ายอดเงินหายไป

จุดสำคัญที่อยากให้สังเกตคือ ตลอดกระบวนการนี้ไม่มีการ "เจาะระบบ" ธนาคารเลยแม้แต่ขั้นตอนเดียว ระบบธนาคารยังทำงานปกติทุกอย่าง สิ่งที่ถูกยึดคือมือถือของเรา

[ 4. สัญญาณเตือนที่ควรจำ ]

- ข้อความที่มีลิงก์ให้กด โดยที่เราไม่ได้ร้องขอหรือไม่ได้ทำธุรกรรมใดไว้ก่อน
- ข้อความที่เร่งให้ทำภายในเวลาจำกัด เช่น ภายใน 24 ชั่วโมง หรือมิฉะนั้นจะถูกระงับสิทธิ์
- การชักชวนให้ติดตั้งแอปจากลิงก์ ไม่ใช่จาก Play Store หรือ App Store
- แอปที่ขอสิทธิ์ไม่สมเหตุสมผลกับหน้าที่ของมัน เช่น แอปเช็กพัสดุที่ขอสิทธิ์การช่วยเหลือการเข้าถึง
- เครื่องร้อนผิดปกติ แบตหมดเร็วผิดปกติ หรือมีแอปที่เราจำไม่ได้ว่าติดตั้งเมื่อไร
- หน้าจอค้างเป็นสีดำ หรือมีข้อความว่ากำลังอัปเดตระบบโดยที่เราไม่ได้สั่ง

[ 5. วิธีป้องกัน — ทำได้ทันที ไม่ต้องใช้ความรู้เทคนิค ]

หลักข้อเดียวที่อยากให้จำที่สุด — หน่วยงานรัฐและธนาคารไม่มีนโยบายส่งลิงก์ให้กดผ่าน SMS หรือโซเชียลมีเดีย ถ้ามีลิงก์ ให้ถือว่าน่าสงสัยไว้ก่อนเสมอ

1) อยากตรวจสอบเรื่องใด ให้เปิดแอปทางการด้วยตัวเอง หรือโทรไปที่เบอร์ที่อยู่หลังบัตรหรือบนเว็บไซต์ทางการ ไม่ใช่เบอร์หรือลิงก์ที่อยู่ในข้อความ

2) ติดตั้งแอปจาก Play Store และ App Store เท่านั้น ไม่ติดตั้งไฟล์ APK ที่ใครส่งมาให้ ไม่ว่าเขาจะอ้างตัวเป็นใคร

3) ปิดการอนุญาตติดตั้งจากแหล่งที่ไม่รู้จัก (Install unknown apps) ไว้ตลอดเวลา

4) ตรวจสอบเป็นระยะว่ามีแอปใดได้รับสิทธิ์ "การช่วยเหลือการเข้าถึง" อยู่บ้าง โดยเข้าไปที่ ตั้งค่า > การช่วยเหลือพิเศษ หากพบแอปที่ไม่รู้จัก ให้ถอนสิทธิ์และถอนการติดตั้งทันที

5) ตั้งวงเงินโอนต่อวันให้พอดีกับการใช้งานจริง ไม่ต้องตั้งไว้สูงสุด เพราะเมื่อเกิดเหตุ วงเงินคือกำแพงด่านสุดท้ายที่จำกัดความเสียหาย

6] เปิดการแจ้งเตือนธุรกรรมทุกรายการ แม้จะรู้สึกรำคาญ แต่เป็นสิ่งที่ทำให้รู้ตัวได้เร็วที่สุด

7] อัปเดตระบบปฏิบัติการมือถือสม่ำเสมอ เพราะแต่ละเวอร์ชันมักปรับปรุงการควบคุมสิทธิ์ที่อ่อนไหวให้เข้มขึ้น

[ 6. ถ้าเผลอกดหรือติดตั้งไปแล้ว ต้องทำอย่างไร ]

ลำดับความสำคัญคือ "ตัดการเชื่อมต่อก่อน แล้วค่อยแจ้ง" เพราะตราบใดที่เครื่องยังออนไลน์ มิจฉาชีพยังสั่งงานเครื่องได้

ขั้นที่ 1 เปิดโหมดเครื่องบินทันที เพื่อตัดทั้งสัญญาณมือถือและ Wi-Fi พร้อมกัน

ขั้นที่ 2 ใช้เครื่องอื่นหรือโทรศัพท์ของคนใกล้ตัว โทรแจ้งธนาคารเพื่ออายัดบัญชีและระงับการทำธุรกรรม

ขั้นที่ 3 โทรแจ้ง AOC 1441 ซึ่งเปิดรับแจ้งตลอด 24 ชั่วโมง และแจ้งความออนไลน์ผ่านระบบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ขั้นที่ 4 เก็บหลักฐานทั้งหมดไว้ก่อน ทั้งข้อความ ลิงก์ ชื่อผู้ส่ง และภาพหน้าจอ อย่าเพิ่งลบ

ขั้นที่ 5 เมื่อดำเนินการข้างต้นครบแล้ว จึงค่อยล้างเครื่อง (Factory Reset) และเปลี่ยนรหัสผ่านทุกบัญชีจากอุปกรณ์ที่สะอาด

ความเร็วมีผลอย่างมากต่อโอกาสในการระงับเงิน ยิ่งแจ้งเร็วเท่าไร โอกาสที่ธนาคารปลายทางจะระงับบัญชีได้ทันก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

[ 7. สิ่งที่องค์กรควรทำเพิ่มเติม ]

สำหรับองค์กร ภัยนี้ไม่ได้จบที่พนักงานเสียเงินส่วนตัว เพราะหากพนักงานใช้มือถือเครื่องเดียวกันเข้าถึงอีเมลหรือระบบงานขององค์กร เครื่องที่ถูกยึดควบคุมย่อมกลายเป็นช่องทางเข้าถึงข้อมูลองค์กรได้ด้วย

สิ่งที่แนะนำให้พิจารณา ได้แก่ การกำหนดนโยบายไม่ให้ติดตั้งแอปจากนอกสโตร์บนอุปกรณ์ที่เข้าถึงระบบงาน การเปิดใช้การยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (MFA) กับอีเมลและระบบสำคัญทุกระบบ การอบรมพนักงานด้วยตัวอย่างข้อความจริงแทนการอบรมเชิงทฤษฎี และการเปิดช่องทางให้พนักงานแจ้งเมื่อเผลอกดลิงก์ได้โดยไม่ถูกตำหนิ เพราะความกลัวว่าจะโดนตำหนิคือสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้เหตุถูกแจ้งช้า

[ สรุป ]

กลโกงลิงก์ปลอมและแอปดูดเงินไม่ได้ชนะเราด้วยเทคโนโลยีที่เหนือกว่า แต่ชนะด้วยจังหวะที่เรากำลังรีบ

หลักการป้องกันจึงเรียบง่ายมาก คือ อย่ากดลิงก์ในข้อความ ให้เปิดแอปทางการเอง และเมื่อไรที่มีคนเร่งให้เราทำอะไรภายในไม่กี่นาที ให้ถือว่านั่นคือสัญญาณเตือน ไม่ใช่สัญญาณให้รีบ

ทีมงาน E-C.O.P. หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ และขอเชิญชวนให้ท่านส่งต่อให้คนในครอบครัวและเพื่อนร่วมงานได้อ่านด้วย เพราะภัยรูปแบบนี้ป้องกันได้ด้วยการ "รู้ก่อน" เท่านั้น

ด้วยความปรารถนาดีจากทีมงาน E-C.O.P. (Thailand) Limited

[ แหล่งอ้างอิง ]

1. Business Today — AOC 1441 เตือนภัยออนไลน์ปี 2569 พร้อมสถิติผู้เสียหายปี 2568
https://www.businesstoday.co/business/02/02/2026/125738/

2. The Bangkok Insight — ตำรวจไซเบอร์เตือน มิจฉาชีพอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 3 รูปแบบ ส่งลิงก์ให้ติดตั้งแอปดูดเงิน
https://www.thebangkokinsight.com/news/digital-economy/1054514/

3. ไทยรัฐ — เปิดกลโกงมิจฉาชีพใช้แอปดูดเงิน สมาคมธนาคารไทยและตำรวจสอบสวนกลางเตือนภัยออนไลน์
https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/banking_bond/2631921

4. ไทยรัฐ — เปิดกลโกงแก๊งดูดเงิน รู้ทันโจรออนไลน์ แนะวิธีสังเกตและตรวจสอบมือถือ
https://www.thairath.co.th/news/crime/2632705

5. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา — รู้ทันแอปดูดเงิน พร้อมวิธีรับมือหากเผลอดาวน์โหลด
https://www.krungsri.com/th/plearn-plearn/lifestyle/living/fix-smartphone-app-fake-scammer

6. ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย
https://www.antifakenewscenter.com/
 

 


Related Content